Kaladevala: The Hermit Who Laughed and Cried Upon Seeing Baby Buddha (Part 1) เหตุไฉนกาลเทวินทร์ จึงร้องไห้ ตอนที่๑

0
67

It is a common misconception about supernatural power that once a person has attained it, it will stay with him or her forever. However, it is not easy to erase it either, as in the case of a hermit named Kaladevala.

Kaladevala was a hermit highly-respected by King Suddhodana, the father of Gautama Buddha. He attained the eight states of meditative attainment (Jhanas) and possessed strong supernatural powers. He was also best known for his prediction that the king’s son, Prince Siddhartha, would become a Buddha in the future if he rejected the throne.

One day, when Kaladevala heard that the king’s queen had given birth to a newborn son, he quickly went to visit them to give him his blessing. When he saw the baby, he knew from the baby’s unique physical characteristics that he would attain ultimate self- awakening and become a Buddha. The hermit was so overjoyed at seeing the future Enlightened One that he could not stop smiling. Then he suddenly burst into tears“.For me, death will take place before then. I won’t get to see him as Buddha to hear his teachings. That’s why I’m stricken, afflicted and pained,” he said, and left the palace.

His grievance perplexed several people who have read his story, even to Buddhist scholars nowadays. According to the Pali Cannon, the hermit’s meditative power has raised his soul to reside in one of heaven’s realms at a
very high level. That level is called Arupa-Brama, meaning without form, feelings, sensations, and acknowledgement of any kind. Basically, the soul’s meditative power is so advanced and strong that it constantly stays in a deep, non-responsive and meditative state.

However, what Kaladevala wanted was spiritual enlightenment and freedom. Before the Buddha’s era, nobody knew about Vipassana meditation which is the only meditation technique that can free the mind from all worldly entanglements and attachments.

The question is: “Couldn’t he just degrade his power to the level that would allow him to reside in a lower heavenly realm so that he could listen to the Buddha’s sermon later?”

According to Somdej Puttajarn Toh Phromarangsri, one of Thailand’s greatest Buddhist monks and spiritual masters, the answer is, “Jhanas can deteriorate in those who don’t deserve it and cannot deteriorate in those who

deserve it.” … (To be continued)

ก าลเทวนิ ทรด์ าบส” หรอื เรยี กกนั วา่ “อสติ ดาบส” ฤๅษผี สู้ าํา เรจ็ สมาบตั ิ ๘ มฤี ทธม์ิ าก เ ป น็ พ ร ะ อ า จ า ร ย แ์ ห ง่ ต ร ะ ก ลู ศ า ก ย ะ แ ล ะ เ ป น็ ท เ่ ี ค า ร พ น บั ถ อื ข อ ง พ ร ะ เ จ า้ ส ทุ โ ธ ท น ะ

และราชวงศ์ เมอ่ื ทราบขา่ ววา่ พระราชกมุ ารของพระเจา้ สทุ โธทนะประสตู แิ ลว้ จงึ ออกจาก อาศรมเชงิ เขาหมิ าลยั เพอ่ื ไปเยย่ี มเยยี นและถวายพระพร ณ พระราชวงั กรงุ กบลิ พสั ด์ุ เมอ่ื พระเจา้ สทุ โธทนะทรงอมุ้ พระราชกมุ ารเพอ่ื ใหน้ มสั การทา่ นดาบส ปรากฏเหตุ

อศั จรรย์ พระบาททง้ั คขู่ องพระราชกมุ ารกลบั ไปอยเู่ หนอื ศรี ษะของทา่ นดาบส ทา่ นดาบส สะดงุ้ ตกใจ รขู้ น้ึ วา่ “พระชาตสิ ดุ ทา้ ยของพระมหาโพธสิ ตั วจ์ ะไมไ่ หวใ้ คร” กาลเทวนิ ทร์ ดาบสพจิ ารณาลกั ษณะมหาบรุ ษของเจา้ ชายสทิ ธตั ถะ ทราบวา่ พระราชกมุ ารจะไดต้ รสั รู้ เปน็ พระพทุ ธเจา้ จงึ ไดย้ ม้ิ แยม้ หวั เราะ แลว้ กลบั รอ้ งไห้ กราบแทบพระบาท เพราะเมอ่ื นกึ ถงึ วา่ ตนเองจะหมดอายขุ ยั เสยี กอ่ น ไมม่ โี อกาสไดเ้ หน็ พระพทุ ธเจา้ จงึ รอ้ งไห้

“เหตไุ ฉนกาลเทวนิ ทรจ์ งึ รอ้ งไห?้ ”

ครง้ั หนง่ึ ทา่ นเจา้ พระคณุ สมเดจ็ ฯ เมอ่ื ครง้ั ยงั มสี มณศกั ดท์ิ พ่ี ระธรรมกติ ติ ไดร้ บั
นมิ นตไ์ ปยงั วงั เจา้ ฟา้ มหามาลา กรมหมน่ื บาํา ราบปรปกั ษ์ มเี ทศนไ์ ตรมาส ๓ วนั โดย พระพมิ ลธรรม (อน้ ) เปน็ ผถู้ วายเทศน์ พระธรรมกติ ติ (โต) เปน็ ผรู้ บั สพั พี พระพมิ ลธรรม ถวายเทศนเ์ รอ่ื งปฐมสมโพธปิ รเิ ฉทลกั ขณะปรวิ ตั ร ความวา่ …“กาลเทวนิ ทรด์ าบสรอ้ งไห้ เสยี ใจวา่ ตนจะตายไปกอ่ น ไมท่ นั เหน็ พระสทิ ธาตถต์ รสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ ซา้ํา จะตอ้ งเกดิ ในอสญั ญภี พเสยี อกี เพราะผลของอรปู สมาบตั ิ เนวะสญั ญานาสญั ญายะตะนะฌาน ในปจั จบุ นั ชาต”ิ

วนั ท่ี ๓ กม็ าถวายเทศนอ์ กี เจา้ ฟา้ มหามาลาฯ ทรงรบั สง่ั ถามพระพมิ ลธรรมวา่ “พระคณุ เจา้ ฌานโลกยี น์ ไ้ี ดย้ นิ วา่ เสอ่ื มไดไ้ มใ่ ชห่ รอื ?” พระพมิ ลธรรมรบั วา่ “ถวายพระพร เสอ่ื มได”้ จงึ รบั สง่ั ถามตอ่ วา่ “เสอ่ื มกไ็ ด้ ทาํา ไมกาลเทวนิ ทรไ์ มท่ าํา ใหเ้ สอ่ื มเสยี กอ่ น บาํา เพญ็ แตก่ ามาวจรฌาน ถงึ ตายกอ่ นสทิ ธาตถ์ กพ็ อไปเกดิ อยใู่ นรปู พรหม หรอื ฉกามาพจรชน้ั ใด ชน้ั หนง่ึ กพ็ อจะได.้ ..เหตใุ ดไมท่ าํา ญาณของตนใหเ้ สอ่ื ม ตอ้ งมานง่ั รอ้ งไหเ้ สยี นา้ํา ตาอยทู่ าํา ไม?”

คราวนพ้ี ระพมิ ลธรรมไมส่ ามารถตอบขอ้ สงสยั นน้ั ได้ สว่ น พระธรรมกติ ติ (โต) เปน็ พระรบั สพั พี เหน็ พระพมิ ลธรรมเฉย ไมเ่ ฉลยขอ้ ปญั หานน้ั จงึ ทาํา เสยี งเรอดงั “เออ” แลว้ บน่ วา่ … “เราหนอชา่ งกระไร วดั ระฆงั อยใู่ กลๆ้ ตรงวงั ขา้ มฟาก เหตใุ ด จงึ ไมข่ า้ มฟาก ตอ้ งมาฝนื รา่ งกายทนลาํา บากจนดกึ ดน่ื ๒ วนั ๓ คนื ดงั น”้ี แลว้ ทา่ นกน็ ง่ั นง่ิ

สมเดจ็ เจา้ ฟา้ มหามาลาฯ ทรงจดุ เทยี น พระพมิ ลธรรมขน้ึ ถวายเทศนจ์ นจบ ลงธรรมาสนแ์ ลว้ สมเดจ็ เจา้ ฟา้ มหามาลาฯ กป็ ระเคนเครอ่ื งไทยธรรม พระพมิ ลธรรมยะถา พระธรรมกติ ติ รบั สพั พี พระพมิ ลธรรมถวายพระพรลา เมอ่ื ถงึ กาํา หนดเทศน์ อกี พระธรรมกติ ตกิ ไ็ ดร้ บั ฎกี าอนั เปน็ ลายพระหตั ถข์ องสมเดจ็ เจา้ ฟา้ มหามาลาฯ นมิ นตเ์ ทศนต์ อ่ จากพระพมิ ลธรรม

ครน้ั วนั ๗ คา่ํา เวลา ๒ ทมุ่ พระธรรมกติ ตกิ ไ็ ปถงึ
ทอ้ งพระโรง สมเดจ็ เจา้ ฟา้ มหามาลาฯ เสดจ็ ออก ทรงเคารพ ปราศรยั แลว้จดุเทยีนพระธรรมกติตขิน้ึธรรมาสนถ์วายศลี ถวายศกั ราช ถวายพระพร แลว้ จงึ กลา่ วคาถาทผ่ี กู ขน้ึ วา่ … “วมิ ลธมมฺ สสฺ ฯลฯ กสมฺ าโส วโิ สจตตี ”ิ อธบิ ายความวา่

“มหาบพติ รเจา้ มพี ระปจุ ฉาแกเ่ จา้ คณุ พระพมิ ลธรรมวา่ เหตไุ ฉนกาลเทวนิ ทรจ์ งึ รอ้ งไห้ ควรทาํา ฌานของตนใหเ้ สอ่ื ม ดกี วา่ นง่ั รอ้ งไห”้ ดงั น้ี ขอ้ นอ้ี าตมาภาพผมู้ สี ตปิ ญั ญาทราม หากไดร้ บั พระอภยั โทษ โปรดอนญุ าตใหแ้ สดงตอ่ ขอ้ ปจุ ฉา อาตมาจาํา ตอ้ งแกต้ า่ งเจา้ คณุ พระพมิ ลธรรม ดงั มขี อ้ ความตาม พระบาลที ม่ี มี าในพระปคุ คลบญั ญตั ิ มอี รรถกถาฎกี าแกไ้ ว้ พรอ้ มตามพระคมั ภรี ว์ า่ “กปุ ธฺ มโฺ ม อกปุ ปฺ ธมโฺ ม”

ทา่ นแสดงตามคมั ภรี เ์ สยี พกั หนง่ึ วา่ ดว้ ยขอ้ ฌานโลกยี เ์ สอ่ื ม ไดใ้ นคนทค่ี วรเสอ่ื ม…ไมเ่ สอ่ื มไดใ้ นคนทไ่ี มค่ วรเสอ่ื ม ฌานกเ็ สอ่ื ม ไมไ่ ดต้ ามบาลี แลว้ อธบิ ายซา้ํา วา่ … (ตดิ ตามตอ่ ฉบบั หนา้ )

ฌานโลกีย์เสื่อมได้ในคนท่ีควรเสื่อม… ไม่เสื่อมได้ในคนท่ีไม่ควรเสื่อม